ปฏิกิริยารีดอกซ์

Standard

 

ปฏิกิริยารีดอกซ์

ปฏิกิริยารีดอกซ์ เป็นปฏิกิริยาที่ประกอบด้วย 2 ปฏิกิริยาย่อย คือ
ปฏิกิริยารีดักชันกับปฏิกิริยาออกซิเดชัน

 

 

 

ปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation reaction) หมายถึงปฏิกิริยาที่สารเสียอิเล็กตรอน หรือหมายถึงปฏิกิริยาที่สารมีการเพิ่มเลยออกซิเดชัน

ปฏิกิริยารีดักชัน (Reduction reaction) หมายถึงปฏิกิริยาที่สารรับอิเล็กตรอน หรือหมายถึงปฏิกิริยาที่สารมีการลดเลขออกซิเดชัน

การพิจารณาว่าปฏิกิริยาใดเป็นปฏิกิริยารีดอกซ์หรือไม่ อาจพิจารณาได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. ปฏิกิริยาที่มีธาตุอิสระเป็นสารตั้งต้นหรือเป็นสารผลิตภัณฑ์จะเป็นปฏิกิริยารีดอกซ์ (ปฏิกิริยาสันดาป และปฏิกิริยาสังเคราะห์แสงเป็นปฏิกิริยารีดอกซ์)

2. ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในเซลล์ไฟฟ้าเคมีทุกชนิดเป็นปฏิกิริยารีดอกซ์

3. ปฏิกิริยาเมตาบอลิซึมในร่างกายเป็นปฏิกิริยารีดอกซ์

4. ปฏิกิริยาที่มีธาตุแทรนซิชันร่วมอยู่ด้วยมักจะเป็นปฏิกิริยารีดอกซ์

ตัวรีดิวซ์ (Reducer or Reducing agent or Reductant) คือ สารที่ทำหน้าที่ให้อิเล็กตรอนแก่สารอื่น ดังนั้นตัวรีดิวซ์จึงมีเลขออกซิเดชันเพิ่มขึ้น

ตัวออกซิไดซ์ (Oxidizer or Oxidizing agent or Oxidant) คือ สารที่ทำหน้าที่รับอิเล็กตรอนจากสารอื่น ดังนั้นตัวออกซิไดซ์จึงมีเลขออกซิเดชันลดลง

ข้อสังเกต

1. อโลหะอิสระมักจะเป็นตัวออกซิไดซ์ เพราะอโลหะชอบรักอิเล็กตรอน

2. โลหะอิสระจะเป็นตัวรีดิวซ์ เพราะโลหะเสียอิเล็กตรอนได้ง่าย

3. สารประกอบที่มีธาตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบมากกว่ามักจะเป็นตัวออกซิไดซ์ ส่วนสารที่มีออกซิเจนน้อยกว่า หรือไม่มีเลยมักจะเป็นตัวรีดิวซ์

4. ไอออนบวกมักจะเป็นตัวออกซิไดซ์ ส่วนไอออนลบมักจะเป็นตัวรีดิวซ์

 

อ้างอิง

http://school.obec.go.th/mrvilai/redoxreaction.htm

การผุกร่อนของโลหะและการป้องกัน

Standard

การผุกร่อนของโลหะและการป้องกัน

การผุกร่อนของโลหะที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันได้แก่ เหล็กเป็นสนิม (สนิมเหล็กเป็นออกไซด์ของเหล็ก Fe2O3.xH2O) ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายประการ ตัวอย่างเช่น การที่อะตอมของโลหะที่ถูกออกซิไดส์แล้วรวมตัวกับออกซิเจนในอากาศเกิดเป็นออกไซด์ของโลหะนั้น เช่น สนิมเหล็ก(Fe2O3) สนิมทองแดง (CuO) หรือสนิมอลูมิเนียม (Al2O3) การเกิดสนิมมีกระบวนการที่ซับซ้อนมากและมีลักษณะเฉพาะตัวดังนี้
1. การผุกร่อนของโลหะ คือปฏิกิริยาเคมีที่เกิดระหว่างโลหะกับภาวะแวดล้อม
2. ภาวะแวดล้อมที่ทำให้ผุกร่อน คือ ความชื้น และออกซิเจน(H2O, O2) หรือ H2O กับอากาศ
3. ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดในการผุกร่อน เป็นปฏิกิริยารีดอกซ์
3.1 โลหะที่เกิดปฏิกิริยา Oxidation (ให้อิเล็กตรอน)
3.2 ภาวะแวดล้อมเป็นฝ่ายรับอิเล็กตรอน เกิดปฏิกิริยา Reduction
4. สมการแสดงปฏิกิริยาการผุกร่อน (เกิดจากการทดลอง)
โลหะ + ภาวะแวดล้อม —–> Ion ของโลหะ + เบส
Fe (s) + H2O (l) + O2 (g) —–> Fe2+ (aq) + OH- (aq)

Fe2+ ทดสอบโดยใช้สารละลาย K3Fe(CN)6 จะได้สีน้ำเงิน ถ้าสีน้ำเงินเข้ม แสดงว่ามี Fe2+ มาก ถ้าจางมี Fe2+ น้อย
เบส(OH-) ทดสอบโดยสารละลายฟินอล์ฟทาลีน ได้สีชมพู

5. ในการ Balance สมการ
เมื่อเหล็กสัมผัสกับอากาศและความชื้น อะตอมของเหล็กจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันดังสมการ
Fe (s) ——> Fe2+ (aq) + 2e ………….(1) (Oxidation)
น้ำและออกซิเจนรับอิเล็กตรอนจากเหล็ก ดังสมการ
2H2O (l) + O2 (g) + 4e ——> 4OH- (aq) ……….(2) (Reduction)
(1) * 2 + (2) ; 2Fe + 2H2O + O2 ——-> 2Fe2+ + 4OH- (Redox)

การป้องกันสนิมเหล็ก
1. ทาสี ทาน้ำมัน การรมดำ และการเคลือบพลาสติก เป็นการป้องกันการถูกกับ O2 และความชื้น ซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดสนิมของโลหะได้และเป็นวิธีที่สะดวกและให้ผลดีในการป้องกันสนิม
2. โลหะบางชนิดมีสมบัติพิเศษ กล่าวคือเมื่อทำปฏิกิริยากับออกซิเจนจะเกิดเป็นออกไซด์ของโลหะเคลือบอยู่บนผิวของโลหะนั้นและไม่เกิดการผุกร่อนอีกต่อไป โลหะที่มีสมบัติดังกล่าวได้แก่ อลูมิเนียม ดีบุก และสังกะสี การชุบ หรือเคลือบโดยโลหะที่ Oxide ของโลหะนั้นคงตัว สลายตัวยาก จะเป็นผิวบางๆ คลุมผิวโลหะอีกที ได้แก่ Cr (โครเมียม) และอลูมิเนียม(Al) เป็นต้น ดังนั้น Cr2O3.Al2O3 สลายตัวยาก เรียกชื่อว่าวิธี อโนไดซ์ (Anodize)
หมายเหตุ เหล็กกล้าไม่เกิดสนิม (stainless steel) เป็น Fe ผสม Cr
3. การผุกร่อนของโลหะมีปฏิกิริยาเกิดขึ้นเช่นเดียวกับแอโนดในเซลล์อิเล็กโทรไลต์ ดังนั้นถ้าไม่ต้องการให้เกิดการผุกร่อนจึงต้องให้โลหะนั้นมีสภาวะเป็นแคโทดหรือคล้ายกับแคโทด โดยใช้โลหะที่เสีย e- ง่ายกว่าเหล็กไปอยู่กับเหล็ก ได้แก่ Fe ชุบ Zn สำหรับมุงหลังคา การฝังถุง Mg ตามท่อ หรือการผูก Mg ตามโครงเรือ จะทำให้ Fe ผุช้าลง เนื่องจาก Zn & Mg เสีย e ง่ายกว่า Fe จะเสีย e แทน Fe เรียกชื่อวิธี แคโธดิก (Cathodic)
4. การป้องกันการผุกร่อนของโลหะในระบบหล่อเย็นแบบปิด
เครื่องยนต์ที่ใช้ในรถยนต์หรือเครื่องมือผลิตกระแสไฟฟ้าจะใช้ระบบหล่อเย็นแบบปิดเพื่อรักษาอุณหภูมิของเครื่องยนต์ไม่ให้สูงมากเกินไป สารหล่อเย็นที่ใช้คือน้ำซึ่งมีออกซิเจนละลายอยู่ ถ้าเครื่องยนต์มีโลหะผสมของอลูมิเนียม ออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำจะถูกใช้ในการสร้างฟิล์มอลูมิเนียมออกไซด์ และฟิล์มนี้จะป้องกันการผุกร่อนเครื่องยนต์ได้ แต่ถ้าเครื่องยนต์มีส่วนประกอบที่เป็นโลหะผสมของเหล็ก ส่วนประกอบของเครื่องยนต์ที่สัมผัสกับน้ำจะเกิดการผุกร่อนได้ เนื่องจากออกไซด์ของเหล็กไม่มีสมบัติในการเป็นสารเคลือบผิว จึงต้องเติมสารยับยั้งการกัดกร่อนซึ่งประกอบด้วยสารประกอบของไนไตรต์โบแรกซ์ สารนี้จะทำให้น้ำในระบบหล่อเย็นมี pH สูงกว่า 8.5 และทำให้โลหที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องยนต์เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ยาก การผุกร่อนของโลหะจึงลดลง นอกจากนี้การใช้ระบบปิดมีผลดีอีกประการหนึ่งคือเป็นการจำกัดปริมาณของออกซอเจนที่ละลายลงไปในน้ำจึงทำให้การผุกร่อนของโลหะลดลง 

อ้างอิง

http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet5/topic9/metal.html

เซลล์อิเล็กโทรไลต์

Standard

เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 

เซลล์อิเล็กโทรไลต์ เป็นเซลล์ไฟฟ้าเคมีที่ประกอบ ด้วยขั้วไฟฟ้า 2 ขั้วจุ่มอยู่ในสารละลาย อิเล็กโทรไลต์หรือ อิเล็กโทรไลต์เหลว เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้ากระแสตรงจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าเข้าไปในเซลล์จะมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นและได้สารใหม่

การแยกน้ำด้วยกระแสไฟฟ้า (Electrolysis)

เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าตรงลงในน้ำกลั่นที่หยดสารละลาย H2SO4 ลงไปเป็นอิเล็กโทรไลต์ พบว่ามีฟองแก๊สเกิดขึ้นที่ขั้วไฟฟ้าทั้งสอง โดยขั้วที่ต่อกับขั้วลบของของแบตเอรีมีปริมาณแก๊สเกิดขึ้นมากกว่าที่ขั้วบวก แก๊สที่เกิดขึ้นที่ขั้วลบคือแก๊สไฮโดรเจนซึ่งเป็นแก๊สที่ติดไฟได้ และแก๊สที่เกิดขึ้นที่ขั้วบวกคือแก๊สออกซิเจนซึ่งช่วยให้ไฟติด ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็นดังนี้

 แอโนด :    (ขั้วที่ต่อกับขั้วลบของแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง) H+ ในสารละลายมีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่าน้ำจึงรับอิเล็กตรอนเกิดแก๊สไฮโดรเจนดังสมการ

                                             2H+(aq)   +   2e–    ®     H2(g)

แคโทด :            (ขั้วที่ต่อกับขั้วบวกของแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง) น้ำเกิดออกซิเดชันได้ง่ายกว่า  SO42– ในสารละลาย จึงให้อิเล็กตรอนเกิดแก๊สออกซิเจนดังสมการ

                                                            H2O(l)    ®    

O2(g)   +   2H+(aq)   +   2e–

ปฏิกิริยารวม :                                           H2O(l)    ®     H2(g)   +  

O2(g)

 

อ้างอิง

http://www.promma.ac.th/main/chemistry/web_electrochemistry/new_page_18.htm

 

เซลล์กัลวานิก

Standard

เซลล์กัลวานิ

เป็นเซลล์ไฟฟ้าเคมีที่เกิดปฏิกิริยาเคมีแล้วให้กระแสไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น เซลล์ไฟฟ้าเคมี ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่รถยนต์ และเซลล์เชื้อเพลิงที่มนุษย์อวกาศใช้ในการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์(เกิดปฏิกิริยาเคมี ได้กระแส)

การสร้างเซลล์กัลวานิก
นำโลหะต่างชนิดกันจุ่มในภาชนะทีบรรจุสารละลายที่มีอิออนของโลหะนั้น เช่น โลหะ A จุ่มใน A2+ และโลหะ B จุ่มใน B2+ เป็นต้น และภาชนะ 2 ใบนี้มีสะพานอิออนเชื่อมถึงกัน แล้วต่อลวดตัวนำจากขั้วทั้งสองเข้ากับโวลต์มิเตอร์ (volt meter) ซึ่งมีเข็มแสดงทิศทางการไหลของอิเล็กตรอน พบว่าเข็มกระดิกแสดงว่าอิเล็กตรอนไหล

จากรูปพบว่าเข็มของโวลต์มิเตอร์เบนจาก A ไปยัง B แสดงว่าอิเล็กตรอนไหลจาก A ไปยัง B เราต้องการทราบสิ่งต่อไปนี้
1. ขั้วบวกและขั้วลบ
1.1 ขั้วบวก คือ ขั้วที่มีอิเล็กตรอนหนาแน่นน้อยกว่า หรือขั้ว e ไหลเข้า ได้แก่ ขั้ว B
1.2 ขั้วลบ คือ ขั้วที่มีอิเล็กตรอนหนาแน่นมากกว่า หรือขั้ว e ไหลออก ได้แก่ ขั้ว A
2. ขั้วแอโนด (Anode) และขั้วแคโทด (Cathode)
2.1 แอโนด คือขั้วที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ได้แก่ ขั้ว A เพราะให้ e
2.2 แคโทด คือขั้วที่เกิดปฏิกิริยารีดักชัน ได้แก่ ขั้ว B เพราะรับ e
3. แผนภาพเซลล์กัลวานิก เขียนได้ดังนี้
3.1 เขียนครึ่งเซลล์แอโนดไว้ทางซ้าย ครึ่งเซลล์แคโทดไว้ทางขวา คั่นกลางด้วยสะพานอิออน ซึ่งใช้เครื่องหมาย || หรือ //
3.2 สำหรับครึ่งเซลล์แอโนดและแคโทดเขียนอิเล็กโทรดไว้ซ้ายสุดและขวาสุด ภายในครึ่งเซลล์ถ้าต่างวัฏภาคกันใช้เครื่องหมาย / คั่น
3.3 สารละลายที่ทราบความเข้มข้นให้เขียนระบุไว้ในวงเล็บ
3.4 ถ้าครึ่งเซลล์ที่เป็นก๊าซให้ระบุความดันลงในวงเล็บด้วย

ตัวอย่าง การเขียนแผนภาพเซลล์ไฟฟ้าเคมี
1. A | A2+(aq) || B2+(aq) | B หรือ A | A2+ || B2+ | B
2. Zn | Zn2+(0.1 M) || Cu2+(0.1 M) | Cu
3. Pt | H2(1 atm) | H+(1 M) || Cu2+ | Cu(s)

4. ปฏิกิริยาที่เกิดในเซลล์ไฟฟ้าเคมี
ปฏิกิริยาครึ่งเซลล์ 
4.1 แอโนด เกิดปฏิกิริยา Oxidation
4.2 แคโทด เกิดปฏิกิริยา Reduction
ปฏิกิริยาทั้งเซลล์ เป็นปฏิกิริยา Redox
5. สมการแสดงปฏิกิริยา
สมการแสดงปฏิกิริยาครึ่งเซลล์
แอโนด (Oxidation) A —-> A2+ + 2e ……..(1)
แคโทด (Reduction) B2+ + 2e ——> B ……..(2)
สมการแสดงทั้งเซลล์เป็น Redox (ทำให้ e หมดไป) (1) + (2)

6. สารใดให้อิเล็กตรอนง่ายกว่าหรือเป็นตัวรีดิวซ์ดีกว่า โลหะ A > โลหะ B
7. สารใดเป็นตัวชิงอิเล็กตรอนดีกว่าหรือเป็นตัวออกซิไดซ์ดีกว่า B2+ > A2+
8. ศักย์ไฟฟ้าใครสูงกว่า ศักย์ไฟฟ้าที่ขั้วบวกสูงกว่าศักย์ไฟฟ้าที่ขั้วลบคือ B > A ดังนั้น กระแสจะไหลจาก B ไปยัง A สวนทางกับการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน
ความต่างศักย์ = ศักย์ที่ขั้วบวก – ศักย์ที่ขั้วลบ
9. เข็มจะไม่กระดิกในกรณีที่ศักย์ทั้งสองขั้วเท่ากัน 

อ้างอิง

http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet5/topic9/galvanic.html

การดุลสมการรีดอกซ์

Standard

 การดุลสมการรีดอกซ์

 การดุลสมการรีดอกซ์โดยใช้เลขอิอกซิเดชัน

การดุลสมการรีดอกซ์โดยใช้เลขอิอกซิเดชันมีหลักการสำคัญคือ ทำให้เลขออกซิเดชันของธาตุหรือไอออนที่เพิ่มขึ้น และเลขออกซิเดชันของธาตุหรือไอออนที่ลดลงให้เท่ากัน จากนั้นจึงดุลอะตอมอื่นที่เลขออกซิเดชันไม่เปลี่ยนแปลง ตรวจสอบความถูกต้องโดยนับจำนวนอะตอมของธาตุและจำนวนประจุไฟฟ้าทั้งด้านสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ สรุปเป็นขั้นตอนดังนี้

1) หาเลขออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้นของตัวรีดิวซ์และเลขออกซิเดชันที่ลดลงของตัวออกซิไดส์

2) ดุลจำนวนอะตอมของธาตุที่เลขออกซิเดชันเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็คือตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์ รวมทั้งเลขออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้นของตัวรีดิวซ์ และเลขออกซิเดชันที่ลดลงของตัวออกซิไดส์

3) ทำผลรวมของเลขออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้นกับเลขออกซิเดชันที่ลดลงให้เท่ากัน โดยนำตัวเลขที่เหมาะสมไปคูณ

4) ดุลจำนวนอะตอมของธาตุที่เลขออกซิเดชันไม่เปลี่ยนแปลงทั้งสารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์ โดยนำตัวเลขที่เหมาะสมมาเติมหน้าสูตรและสัญลักษณ์ และเริ่มจากโมเลกุลใหญ่ก่อน

5) ตรวจสอบความถูกต้องโดยนับจำนวนอะตอมของแต่ละธาตุและผลรวมของประจุไฟฟ้าของสารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์ ถ้าเท่ากันและแสดงว่าสมการดุลแล้ว ถ้าเป็นสมการโมเลกุลตรวจสอบเฉพาะจำนวนอะตอมไม่ต้องตรวจสอบประจุ

ตัวอย่างที่ 1  จงดุลสมการ  Fe2O3   +   CO   ®   Fe   +   CO2

วิธีทำ              1)  หาเลขออกซิเดชันของธาตุหรือไอออนในปฏิกิริยาเพื่อให้ทราบตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์

   +3    –2    +2   –2   0   +4    –2
Fe2O3 + CO

®

Fe + CO2

 

                        2)  หาเลขออกซิเดชันของธาตุหรือไอออนในปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงของตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์

              จากสมการ Fe มีเลขออกซิเดชันลดลง  3 x 2 = 6  Fe2O3 จึงเป็นตัวออกซิไดส์  ส่วน C มีเลขออกซิเดชันเพิ่มขึ้น 2 จึงเป็นตัวรีดิวซ์

                        3)  ทำเลขออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้นและลดลงให้เท่ากัน โดยใส่เลข 2 ไว้ข้างหน้า Fe2O3 และใส่เลข  6  ไว้ข้างหน้า CO ทำให้เลขออกซิเดชันที่ลดลงทั้งหมดเท่ากับ 2x 6  =  12 และเลขออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด 2 x 6  =  12  ดังนี้

2Fe2O3   +   6CO   ®   Fe   +   CO2

                        4)  ดุลจำนวนอะตอม Fe โดยเติม 4 หน้า Fe และดุลจำนวนอะตอม C โดยเติม 6 หน้า CO2

2Fe2O3   +   6CO   ®   4Fe   +   6CO2

               5)    ทำสัมประสิทธิ์ให้เป็นจำนวนต่ำสุด จะได้ดังนี้

Fe2O3   +   3CO   ®   2Fe   +   3CO2

ตัวอย่างที่ 2  จงดุลสมการต่อไปนี้

(aq)   +   H+(aq)   +   H2S(aq)   ®   Cr3+(aq)   +   H2O(l)   +   S(s)

วิธีทำ              1)  หาเลขออกซิเดชันของธาตุหรือไอออนในปฏิกิริยาเพื่อให้ทราบตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์

+6    –2   +1   +1   –2   +3   +1  –2   0
(aq) + H+(aq) + H2S(aq)

®

Cr3+(aq) + H2O(l) + S(s)

 

                        2)  หาเลขออกซิเดชันของธาตุหรือไอออนในปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงของตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์

                        3)  ทำเลขออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้นและลดลงให้เท่ากัน โดยใส่เลข 3 ไว้ข้างหน้า H2S และ S ดังนี้

                        4)  ดุลจำนวนอะตอมที่เลขอะตอมไม่เปลี่ยน โดยเติม 7 หน้า H2O เพื่อทำจำนวนอะตอมของ O ทางด้านซ้ายให้เท่ากับด้านขวา ได้เป็นดังนี้

(aq)   +   H+(aq)   +  3H2S(aq)   ®   2Cr3+(aq)   +   7H2O(l)   +   3S(s)

                        5)  ทำจำนวนอะตอมของ H ทางด้านซ้ายและขวาให้เท่ากัน โดยเติม 8 หน้า H+(aq) ได้เป็นดังนี้

(aq)   +   8H+(aq)   +  3H2S(aq)   ®   2Cr3+(aq)   +   7H2O(l)   +   3S(s)

                        6)  ตรวจสอบจำนวนอะตอมแค่ละธาตุและผลรวมประจุไฟฟ้าของสารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์

(aq) + 8H+(aq) + 3H2S(aq) ® 2Cr3+(aq) + H2O(l) + 3S(s)
2–   8(1+)   0   2(3+)   0   0

ตัวอย่างที่ 3  จงดุลสมการต่อไปนี้

Zn(s)  +  KMnO4(aq)  +  H2SO4(aq)   ®   ZnSO4(aq)  +  MnSO4(aq)  +  K2SO4(aq)  +  H2O(l)

วิธีทำ              1)  หาเลขออกซิเดชันของธาตุหรือไอออนในปฏิกิริยาเพื่อให้ทราบตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์

0   +1+7–2   +1+6–2   +2+6–2   +2+6–2   +1+6–2   +1–2
Zn(s) + KMnO4(aq) + H2SO4(aq) ® ZnSO4(aq) + MnSO4(aq) + K2SO4(aq) + H2O(l)

                        2)  หาเลขออกซิเดชันของธาตุหรือไอออนในปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงของตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์

                        3)  ทำเลขออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้นของตัวรีดิวซ์ให้เท่ากับเลขออกซิเดชันที่ลดลงของตัวออกซิไดส์ โดยเติม 5 หน้า Zn(s) กับ ZnSO4(aq) และเติม 2 หน้าKMnO4(aq) กับ MnSO4(aq) ได้เป็นดังนี้

                        4)  ดุลจำนวนอะตอมที่เลขอะตอมไม่เปลี่ยน ในที่นี้คือ H  O  และ S เพื่อความสะดวกให้ดุลเป็นกลุ่ม ซึ่งทำได้ดังนี้

                        ดุลหมู่  โดยเติม 8 หน้า H2SO4

                        ดุลจำนวนอะตอมของ O  และ H   โดยเติม 8 หน้า H2O  ดังนี้

5Zn(s) + 2KMnO4(aq) + 8H2SO4(aq)  ®  5ZnSO4(aq) + 2MnSO4(aq) + K2SO4(aq) + 8H2O(l)

หมายเหตุ     สมการนี้จำนวนอะตอมของธาตุเท่ากันแล้ว จำนวนประจุไม่ต้องตรวจสอบเนื่องจากในสมการไม่มีไอออน

อิงอ้าง

http://www.promma.ac.th/main/chemistry/web_electrochemistry/new_page_4.htm